SAN DIEGO, March 29, 2017 (GLOBE NEWSWIRE) — Invivoscribe® Technologies Inc. ซึ่งเป็นบริษัทระดับโลกรายหนึ่งที่มีประสบการณ์ยาวนานหลายสิบปีในการจัดหาโซลูชันการทดสอบความผิดปกติในการเจริญเติบโตของเซลล์และ biomarker มาตรฐานสากลสำหรับด้านเนื้องอก วิทยาการวินิจฉัยระดับโมเลกุลส่วนบุคคล® และยาโมเลกุลส่วนบุคคล® รายงานว่าชุดทดสอบ LymphoTrack® Assay แบบเรียงลำดับรุ่นใหม่ (NGS) ของพวกเขาได้รับการใช้งานแล้วโดยห้องทดลองทางคลินิก LabPMM® คู่ค้าทางเภสัชกรรม และศูนย์มะเร็งต่างๆ เพื่อตรวจหาและตรวจสอบตัวรับแอนติเจนตัวยง T-cells (CAR-T) และตัวรับ T-cell ในสายโลหิตของผู้ป่วยในการสนับสนุนการพัฒนายารักษาภูมิคุ้มกันและการพัฒนายารักษาโรคสำหรับเนื้องอกทั้งทางโลหิตวิทยาและมะเร็งแข็ง

การบำบัดด้วยภูมิคุ้มกันเป็นสาขาหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดของยารักษาโรค การพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านนี้เน้นการใช้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเพื่อสำรวจ กำหนดเป้าหมาย และกำจัดเซลล์มะเร็ง วิธีการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันจำนวนหนึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณค่าทางคลินิกที่มีความเป็นไปได้สูง เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพทางคลินิกและนำการบำบัดรักษาแบบใหม่เหล่านี้ผ่านหน่วยงานด้านกฎระเบียบได้อย่างรวดเร็ว ก็ต้องใช้การทดสอบที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานในการวัดและตรวจสอบโครงสร้างที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีชีวภาพเหล่านี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องชั้นนำได้หันมาใช้การทดสอบแบบมาตรฐานสากลของ Invivoscribe เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

การตรวจสอบ Invivoscribe LymphoTrack จำนวนหนึ่งที่ถูกจัดรูปแบบสำหรับการใช้งานทั้งบนแพลตฟอร์ม Illumina MiSeq® และ Thermo Fisher Ion PGM ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจหาการจัดเรียงยีนของโซมาติกภายในพื้นที่ตัวรับแอนติเจน การตรวจวิเคราะห์เหล่านี้ยังจำแนกองค์ประกอบที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ภายในโครงสร้างภูมิคุ้มกันของ CAR-T และ TCRs ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานแบบคู่ขนาน (1) การระบุและการตรวจสอบโครงสร้างทางภูมิคุ้มกันในเลือดและ (2) การระบุและการเฝ้าติดตาม clonotypes ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเซลล์ B- and T- ที่เป็นมะเร็ง ความสามารถทั้งสองสามารถทำได้พร้อมกันโดยใช้ตัวทำปฏิกิริยาซอฟต์แวร์ชีวสารสนเทศ และเวิร์กโฟลว์เดียวกัน

เมื่อตรวจพบแล้ว โครงสร้างและโคลนที่เป็นมะเร็งเหล่านี้สามารถถูกติดตามได้ถึงระดับความไว 1 ในล้าน (10-6) เซลล์ การทดสอบสามารถทำได้ทั้งในห้องปฏิบัติการ LabPMM หรือในสถานที่ของนักวิจัยเอง โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางชีวสารสนเทศที่ทำบนคอมพิวเตอร์ของลูกค้าเพื่อรับรองการประหยัดเวลาและการป้องกันข้อมูล

“การทดสอบโคลน LymphoTrack ที่ใช้ NGS เป็นหลักแบบมาตรฐานสากลด้วยซอฟต์แวร์ชีวสารสนเทศของเราให้โซลูชันที่ครอบคลุมในการสนับสนุนห้องปฏิบัติการและบริษัทยาในการพัฒนายาและวิธีการบำบัดด้วยภูมิคุ้มกันใหม่ๆ การเข้าถึงเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้จะช่วยเร่งการนำยาและการบำบัดด้วยภูมิคุ้มกันใหม่ๆ เหล่านี้ไปถึงผู้ป่วย ที่สำคัญคือผลที่ได้จากการทดสอบที่ได้มาตรฐานช่วยให้ผลที่สามารถทำซ้ำได้และเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาที่ดีและแม่นยำยิ่งขึ้น การรักษาที่ดีขึ้นเหล่านี้จะเป็นตัวเปลี่ยนแปลงและเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วยและสำหรับสาขาการวินิจฉัยระดับโมเลกุลส่วนบุคคลและยารักษาโรค” ดร. Jeffrey Miller ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง CSO และ CEO ของ Invivoscribe กล่าวว่า “ขณะนี้การวิเคราะห์ข้อมูลและซอฟต์แวร์ชีวสารสนเทศที่เกี่ยวข้องของเราจำนวนหนึ่งได้รับการใช้งานโดยศูนย์มะเร็งชั้นนำและคู่ค้าด้านเภสัชกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยและแบ่งชั้น ลงทะเบียน และติดตาม MRD ในผู้ป่วยในระยะที่ 2 และ 3 ของการศึกษาทางคลินิกสากล วิสัยทัศน์ของเราคือการปรับปรุงการดูแลผู้ป่วยด้วยการทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถเข้าถึงพันธมิตรและลูกค้าของเราทุกคน”

เกี่ยวกับ Invivoscribe

Invivoscribe® Technologies Inc. เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพเอกชนที่อุทิศตนเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลสุขภาพทั่วโลกโดยการจัดหาน้ำยารีเอเจนต์ เครื่องมือทดสอบ และเครื่องมือชีวสารสนเทศที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และทันสมัยเพื่อพัฒนาด้านการวิเคราะห์โมเลกุลส่วนบุคคล® และยาโมเลกุลส่วนบุคคล®  Invivoscribe ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 13485 และให้สารรีเอเจนต์ PCR- และ NGS-ที่ผลิตขึ้นในโรงงานที่มีการจดทะเบียนกับ FDA รีเอเจนต์ประกอบด้วยชุดทดสอบ RUO และ CE-marked IVDs ได้แก่ IdentiClone® และ LymphoTrack® Dx Assays ด้วยซอฟต์แวร์LymphoTrack® Dx การตรวจ LxfxTrack Dx Assays คือ CE-IVDs สำหรับความผิดปกติในการเจริญเติบโตของเซลล์และการตรวจสอบกลไกเซลล์ที่ระบบภูมิคุ้มกันสร้างขึ้น IGHV และไม่มีการขายหรือใช้ในอเมริกาเหนือ การตรวจ LymphoTrack Assays พร้อมกับ MRD และแอพลิเคชันระบบภูมิคุ้มกันมีใช้สำหรับการวิจัยเท่านั้น ไม่ได้ใช้ในขั้นตอนการวินิจฉัย – การตรวจสอบความถูกต้องในสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ นอกจากนั้น Invivoscribe ยังมี MyAML® MyHEME® MyMRD® และบริการแผงยีนที่กำหนดเอง มีการใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์  MyInformatics® ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Invivoscribe เครื่องมือการตรวจสอบเหล่านี้ตรวจหาและสามารถติดตามการกลายพันธุ์ของไดรฟ์เวอร์หลัก รวมถึงโครงสร้าง subclonal และการเกิดการกลายพันธุ์ของไดรฟ์เวอร์ใหม่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตวิทยา  ห้องปฏิบัติการทางคลินิกของ Invivoscribe ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นให้การเข้าถึงบริการด้านการทดสอบทางคลินิกที่ได้รับการรับรองโดย CLIA CAP และ ISO 15189 และบริการขององค์กรวิจัยที่ทำสัญญา (CRO) ขณะนี้ บริษัท Invivoscribe มีบริการและรีเอเจนต์อยู่ในห้องปฏิบัติการทางคลินิกและห้องปฏิบัติการวิจัยมากกว่า 650 แห่งใน 65 ประเทศและ Invivoscribe ได้ใช้คุณค่าของระบบคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยซอฟต์แวร์ชีวสารสนเทศซึ่งได้มาตรฐานการควบคุมการออกแบบ ISO 13485 แบบอย่างดังกล่าวทำให้การตรวจสอบมีสิทธิ์ผ่านเจ้าหน้าที่ด้านกฎระเบียบทั่วโลก ปัจจุบันนี้บริษัทฯ เป็นหุ้นส่วนในการวินิจฉัยร่วมกับ Novartis และ Astellas Pharma, Inc. และคาดว่าจะประกาศความร่วมมือเพิ่มเติมในปี 2560 ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถหาได้ที่ www.invivoscribe.com.

ติดต่อ
Kevin Dobyns 858-224-6600

You missed

Once known as a “financial wizard”, Indian-born Rakesh Saxena now faces decades in jail for a Thai banking scandal that triggered the 1997 Asian financial crisis. Following a legal battle that dragged on for 26 years, the Supreme Court on September 12 finally sentenced Saxena to 335 years in jail over three lawsuits stemming from the Bangkok Bank of Commerce (BBC) embezzlement scandal. Although the jail sentence of over three centuries was upheld, the 70-year-old will serve only 20 years behind bars, the maximum term under the Thai Penal Code. Working his way up the ladder From 1974 to 1985, Saxena worked as a foreign exchange dealer and money market broker in India, Singapore, Hong Kong, and London. He later moved to Thailand to work as a newspaper financial columnist and consultant to financial institutions. In 1989, while living in Bangkok, he met and befriended Krirkkiat Jalichandra, who had just been appointed as the BBC’s senior vice-president. In 1992, Saxena became a personal advisor to Krirkkiat, who had since been promoted to BBC president. The bank at that time was owned by the family of Krirkkiat’s mother. In his book “BBC Truth”, Krirkkiat wrote that his maternal grandfather, the late former prime minister MR Kukrit Pramoj, had told him: “You have to help with Granddad’s work at the bank.” Krirkkiat had earlier worked at the Bank of Thailand for over a decade. How the scandal unfolded Between 1993 and 1994, the bank spent over 36 billion baht on business takeovers and leveraged buyouts linked with Saxena. The BBC also granted loans with insufficient or overpriced collateral to companies controlled by Saxena, senior bank executives including Krirkkiat, and their associates – many of whom were politicians. The BBC scandal was linked to a clique of young politicians known as the “Group of 16”, many of whom went on to become political heavyweights. Regulators estimated the bank’s bad loans at over 50 billion baht or roughly 40 percent of its assets. Saxena claimed years later that in 1995, BBC officials concealed the number of non-performing loans by lending money to bank-owned shell companies so they could repay debts owed by other borrowers. After the scheme was uncovered, the central bank in February 1996 ordered Krirkkiat to not renew Saxena’s consulting contract. A bank’s collapse Just a month later, the Bank of Thailand took control of the BBC. During a censure debate in early May 1996, opposition MPs from the Democrat Party accused unnamed government politicians of colluding with Saxena and Krirkkiat to “embezzle at least 50 billion baht from the bank’s deposits”. The accusation, coupled with reports of the bank’s deteriorating condition, led to a run on BBC deposits of more than 30 billion baht. That prompted a takeover by the Finance Ministry, which allowed the bank to go bust in August 1998 after discovering an unmanageable level of insolvency. Krirkkiat, Saxena and several others faced 17 court cases on charges of embezzlement and fraud causing damage of over 50 billion baht. The disgraced BBC president was sentenced to 20 years in jail and fined 3.1 billion baht. Krirkkiat died in October 2012 while still serving his prison sentence. Fallout for the economy The BBC scandal led to the closure of a Thai bank that had been operating for over 50 years. Its collapse undermined confidence in the Thai financial system, leading to a domino effect that toppled 56 financial institutions and saw many Thai commercial banks taken over by foreign investors. In July 1997, the Thai government gave in to speculative pressure against the baht and devalued the currency. The move forced neighboring countries to follow suit with their currencies, triggering a financial crisis that swept across Asia. Long legal battle In June 1996, Saxena was in Canada when Thai authorities charged him and others in connection with the BBC scandal. He was arrested a month later but resisted extradition from Canada, claiming he would be killed if he was sent back to Thailand. The extradition battle began in June 1997. More than a decade later, in October 2009, the Supreme Court of Canada ruled against Saxena and he was turned over to Thai authorities. In Thailand, Saxena waged a three-decade legal battle that came to an end this month with a final Supreme Court ruling that sealed his fate. Source: Thai Public Broadcasting Service